วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สูตรกระชับรูขุมขน


ผิวหน้าที่ไม่เรียบ สีผิวไม่สม่ำเสมอ คงเป็นที่กวนใจใครหลาย ๆ คน สาว ๆ ทุกคนล้วนอยากมีผิวขาวสดใส มีน้ำมีนวล ที่สำคัญดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

สังขารย่อมร่วงโรยเป็นสัจธรรมชีวิต ความสดใสอ่อนเยาว์ก็เช่นกัน แต่ถ้าหากเราดูแล บำรุงเติมสารอาหารธรรมชาติให้ผิวเราอย่างสม่ำเสมอ ผิวของเราก็จะสดใส เปล่งปลั่งได้ (ชั่วคราว) เหมือนกัน


เรามีสูตรกระชับรูขุมขนที่สามารถหาได้ง่าย และทำเองได้ที่บ้านมาฝาก...


สูตรที่ 1 ไข่ขาว + มะนาว ตีไข่ขาวหนึ่งฟอง ใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งให้แห้ง ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และปิดท้ายด้วยน้ำเย็น วิธีนี้อาจะไม่ต้องใช้น้ำมะนาวก็ได้ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่าย


สูตรที่ 2 สครับน้ำตาลทราย ใช่แล้วน้ำตาลทรายในครัวเราเนี่ยแหละ ผสมกับน้ำมันมะกอก น้ำผึ้งและน้ำมะนาว ขัดผิวหน้าเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจัดๆ กระชับรูขุมขนได้ดีนะเออ


สูตรที่ 3 น้ำแข็ง + มะนาว ทำความสะอาดผิวหน้าแล้ววักน้ำเย็น ๆ ราดรดทั่วใบหน้า หรือจะใช้ก้อนน้ำแข็งเนี่ยแหละ ห่อผ้านุ่ม ๆ แล้วถูให้ทั่วใบหน้า ความเย็นจากน้ำแข็งจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดตัว และรูขุมขนก็จะกระชับขึ้นชั่วคราว จากนั้น ซับหน้าให้แห้ง เอาน้ำมะนาวทาให้ทั่วใบหน้า น้ำมะนาวจะทำหน้าที่เป็นแอสตริงเจนต์ที่จะช่วยกระชับรูขุมขนด้วยอีกทางหนึ่ง


สูตรที่ 4 มะเขือเทศ + แอพริคอต สูตรบำรุงผิวหน้าด้วยมะเขือเทศยังคงใช้ได้เสมอ แต่คราวนี้จับคู่มากับแอพริคอตมาร่วมด้วยช่วยกันกระชับรูขุมขน แค่บดทั้ง 2 อย่างให้เข้ากัน ทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก


สูตรที่ 5 ผักกาดหอม + มะนาว บดผักกาดหอมซัก 2-3 ใบให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำมะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก


สาวไหนจะถนัดใช้สูตรอะไรมาปรนนิบัติผิว ก็เลือกกันได้ตามสบายเลย แต่อย่าลืมว่า ดูแลตัวเองจากภายนอกแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองจากภายในด้วยละกัน

Credit: http://www.never-age.com

[ ... ]

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยหอมกับน้ำเปล่า

สูตรนี้คือ สูตรลดน้ำหนัก ยอดนิยมของสาวๆ ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็น สูตรลดน้ำหนัก ที่ทำง่าย ได้ผลเร็ว และกล้วยหอมยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ เหมาะกับคนทุกวัย สูตรลดน้ำหนัก สูตรนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดย

++++++++++

วิธีการทำ

เปลี่ยนมื้อเช้าที่เคยทานปกติ มาทานกล้วยหอมสองถึงสามผลกับน้ำเปล่าหลายๆ แก้วแทน เมื่อเส้นใยในกล้วยหอมไปผสมกับน้ำเปล่า มันจะไปขยายตัวในท้อง และช่วยในการล้างดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาด สลายไขมันที่อุดตันอยู่ในเส้นเลือดออกมาได้ และก่อนเข้านอนสี่ชั่วโมงให้ทานกล้วยหอมกับน้ำแทนการทานอาหารเย็น และระหว่างวันถ้ารู้สึกหิวก็ทานกล้วยหอมกับน้ำแทนการทานขนมนมเนยจุบจิบ ^^
[ ... ]

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

กินอย่างชีวจิต

บางคนอาจจะสงสัยกับคำถามที่ว่า ???

1. อาหาร (ชีวจิต) จะช่วยให้สุขภาพดีได้จริงหรือ

2. ชีวิตประจำวันที่วุ่นวายรีบร้อนอย่างนี้ ทำอาหาร (ชีวจิต) ไม่สะดวกเลย ซื้ออาหารถุงสะดวกกว่า (อร่อยกว่าด้วย)


ขออธิบายค่ะ

1. สูตรอาหารชีวจิตนั้นได้คิดและทดลองมาแล้ว เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เป็นการรวบรวมความรู้จากนิวตริชั่น จากสูตรอาหารตามแนวทางของอาจารย์ต่างๆ จากน้ำเอ็นไซม์ และฮอร์โมนตามหลักการแพทย์ จากการปฏิบัติของกลุ่มชีวจิตหลายพันคน และจากประเพณีวัฒนธรรมการกินของปู่ย่าตายายของเรา เมื่อรวบรวมและศึกษาทดลองดูแล้ว


สรุปได้ง่ายๆว่า คนไทยเราสมัยนี้ กินผิดและประพฤติตัวผิดๆหลายอย่าง เราจึงป่วยกันง่ายๆ การจะกินอาหารให้ถูกต้องเพื่อให้ได้ประโยชน์ สูงสุดสำหรับตัวเรานั้น เราต้องแก้การกินผิดๆของเราเสียก่อน เนื้อตัวของเรา จิตใจของเราเป็นอย่างไร ก็เพราะอาหาร เหมือนกับฮิปโปเครติส บิดาแห่งวงการแพทย์ กล่าวเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วว่า "เจ้ากินอะไรเข้าไปเจ้าก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละ" (You are what you eat) เพราะฉะนั้น ลองเปลี่ยนตัวเองด้วยอาหารเสียก่อน รับรองว่าคุณจะดีขึ้นแน่ๆ อย่างน้อยที่สุดรับรองได้สองข้อ หนึ่ง ระบบขับถ่ายของคุณจะดีขึ้น สอง อาการแพ้ต่างๆ ของคุณจะหายไป ส่วนการดีขึ้นอย่างอื่นอีกมากมายนั้น จะพูดกันอีกต่อไปค่ะ


2. สำหรับข้อที่สองที่หลายท่านบ่นว่าชีวิตรีบร้อนเหลือเกิน ไม่มีเวลาทำอาหารกินโดยเฉพาะท่านที่ต้องออกไปทำงานแต่เช้า กลับจากทำงานถึงบ้านก็ค่ำหรือดึกแล้ว ตอนเช้าฝากท้องไว้กับกาแฟ ปาท่องโก๋ กลางวันกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงที่ทำงาน เย็นก่อนจะกลับบ้านก็หิ้วถุงอาหารป้าเที่ยง หรือน้าอ้วนเข้าบ้าน ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี เป็นชีวิตที่สับสน รีบร้อนพอดู ไม่เป็นไรค่ะ เรามาช่วยกันแก้ให้มันง่ายขึ้นเสียก่อน

----------------------------------------- ขอแนะนำวิธีค่อยๆเปลี่ยนไปทีละนิด เริ่มด้วยอาหารหลักที่สำคัญที่สุดก่อน คือ

ข้าว ซ้อมมือ ซื้อข้าวซ้อมมือมาสักถุงหนึ่ง (2 กก.) จากซุปเปอร์มาร์เกตที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวนี้มีข้าว ซ้อมมือหอมมะลิด้วยล่ะ ซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็กๆสักใบ เช้าก่อนจะไปทำงานก็เอาข้าวซ้อมมือหอมมะลิแช่น้ำไว้ก่อน (กะให้ข้าวพอกินในหนึ่งวัน) เย็นกลับมาก็กดสวิตช์ไฟหุงข้าว แล้วคุณจะไปทำอะไรก็ได้ (ห้ามหกคะเมนตีลังกาเวลาหุงข้าว) ประเดี๋ยวเดียวข้าวหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ตอนเช้าก่อนคุณจะไปทำงาน กดสวิตช์อุ่นข้าวไว้หน่อยหนึ่ง แล้วหากล่องพลาสติก (ชนิดอ่อน) สักใบ เอาข้าวใส่กล่องให้แน่น พอที่คุณจะกินได้ทั้งวัน เวลาที่คุณจะกินข้าว (เช้า กลางวัน เย็น) คุณก็สั่งกับข้าวนอกบ้านชนิดที่จะไม่แสลงสูตร หรือนอกสูตรจนเกินไปนัก เช่น แกงจับฉ่าย (เอาแต่ผัก หมูไม่เอา) พะโล้เต้าหู้ อย่างนี้เป็นต้น


ขอแถมเคล็ดลับเวลากินข้าวหน่อยหนึ่งน่ะคะ คุณต้องกินช้าๆ กินด้วยความรัก เคี้ยวข้าวให้ละเอียดทุกคำ อย่าลืมข้าวน่ะ ฝีมือคุณหุงเองนะ ไม่ภูมิใจบ้างหรือคะ เวลาคุณเคี้ยวข้าวช้าๆ ข้าวจะหวานและหอมอยู่ในปากของคุณ กินข้าวเปล่าๆก็ยังอร่อยได้ พอคุณเริ่มคุ้นๆ กับข้าวซ้อมมือหม้อเดียวของคุณแล้ว


ต่อไปก็ลองหัดทำกับข้าวง่ายๆ สักอาทิตย์ละ 2-3 อย่างดูซิคะ ซื้อหม้อ และกระทะเล็กๆ มาอย่างละใบ ซื้อพวกเครื่องปรุง น้ำปลาสะอาดๆ กระเทียม หอม น้ำมันพืชมาติดบ้านไว้ ลองทำอาหารง่ายๆ เช่น จับฉ่าย (ผักเพียงสองสามอย่างก็พอ) ใส่เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นพองามสัก 2 ก้อน ก่อนจะทำจับฉ่าย เต้าหู้ต้องทอดให้หอมเสียก่อนจึงผัดกับผัก เติมน้ำแล้วปรุงจับฉ่ายตามใจชอบ จับฉ่ายนั้นทำไว้กินสัก 2-3 วันก็ได้ ต่อจากนั้นก็แถมด้วยพะโล้เต้าหู้ (ควรเป็นเต้าหู้ฟอง) แล้วใส่เห็ดต่างๆด้วย และก็น่าจะมีผัก น้ำพริก ปลาทู หรือจะปลาแห้ง ปลาสลิด สักมื้อ 2 มื้อ ต่ออาทิตย์ก็ได้ น้ำพริกนั้นใช้น้ำพริกปรุงสำเร็จรูป ผสมเอาเอง บีบมะนาวใส่น้ำปลา ซอยหอม กระเทียม และแถมพริกขี้หนูอีกสักเม็ดสองเม็ด อร่อยเหาะไปเลย ระหว่างที่ทำอาหารนี้อยู่ อย่าลืมสำรวจดูว่าสัดส่วนจะได้ตามส่วนหรือเปล่าน่ะคะคือข้าว 50% ผัก 25% โปรตีน 15% และเบ็ดเตล็ด 10%

พอคุณเริ่มทำอาหารกินเองแบบง่ายๆสัก 3-4 อาทิตย์น่ะคะ รับรองว่า

1. สุขภาพของคุณจะดีขึ้นทั้งกายและใจ โดยเฉพาะความสนุก และความภูมิใจในการเปลี่ยน แปลงตัวคุณจะมีมากขึ้น และยิ่งคุณเริ่มสนุกกับการทำอาหารแล้ว คุณก็อยากจะทำอาหารอย่างอื่นที่วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น ได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น และสนุกมากขึ้น


2. ค่าใช้จ่ายในการทำอาหารของคุณ จะลดลงกว่าคุณไปซื้ออาหารกินเอง ตรงกับหลักประหยัดยุคไอเอ็มเอฟ อย่างยิ่งเลยค่ะ.


อ้างอิงจาก : สุเทพ อินทรแหง http://www.elib-online.com

[ ... ]

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

แก้ปัญหาริมฝีปากคล้ำ


ปัญหาของริมฝีปาก ก็ไม่แตกต่างจากปัญหาผิวพรรณในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และสิ่งที่ก่อความกังวลให้หญิงสาวจำนวนมากก็คือ ปัญหาริมฝีปากคล้ำ ริมฝีปากแห้งและแตก หรือลอกเป็นขุย ซึ่งหากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำทำให้ดูหน้าเกลียด และบั่นทอนความงามของใบหน้าลงไปมากเลยที่เดียว



** สวยงามตามธรรมชาติ
สีของริมฝีปากตามปกติมีตั้งแต่สีชมพูสด สีแดง ไปจนถึงสีคล้ำ การเปลี่ยนแปลงสีที่ริมฝีปากเป็นลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น คนผิวคล้ำก็มีโอกาสที่จะมีริมฝีปากเข้มมากกว่าคน ผิวขาว นอกจากนั้นก็ยังเป็นไปตามวัย และสภาพแวดล้อมด้วย ที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากก็จะเริ่มมีสีคล้ำขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสีของผิวหนังส่วนอื่นๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นก็อย่าไปกังวลเลย
ปัจจัยการเกิด ริมฝีปากคล้ำ
ลักษณะเฉพาะบุคคล ดังที่กล่าวแล้วว่า คนผิวคล้ำจะมีริมฝีปากสีเข้มมากกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นเรื่องของคน คนนั้น
อุณหภูมิ อาจมีผลทำให้ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงได้ เช่นช่วงที่อากาศหนาวเย็น ปากอาจจะมีสีคล้ำขึ้น เพราะเส้นเลือดหดตัวและมีสีดำมาคั่งค้างมากกว่าปกติ

ผู้ที่สุขภาพไม่สมบูรณ์ เช่นเลือดจาง เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะฟื้นไข้ ปริมาณเลือดที่ไหลมาเลี้ยงริมฝีปากมีน้อย จึงทำให้ริมฝีปากดูซีดเซียว ไม่มีสีสัน หรือผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่เลือดมีความเข้มข้น ก็จะทำให้ริมฝีปากดูคล้ำกว่าคนปกติได้

อาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เกิดปัญหา ปากคล้ำ ตัวอย่างเช่น ผักขึ้นฉ่าย ผักชี ฝรั่ง หอม กระเทียม ขิง หรือผลไม้รสเปรี้ยวพวกส้ม สับปะรด มะม่วง ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารที่ชื่อว่า โซราเลน (psoralen) สารดังกล่าวเมื่อตกค้างตามริมฝีปากก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างไร แต่ถ้าสารเหล่านี้สัมผัสกับสารอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้ริมฝีปากอักเสบ และมีการกระตุ้นเซลล์สร้างให้สร้างเม็ดสีออกมามาก ๆ จน ปากดำคล้ำ (ทางการแพทย์เรียกว่าปฏิกิริยาแพ้แดด)

ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้แดดได้ เช่น เบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาเชื้อรา ยารักษาหวัดหรือโรคภูมิแพ้

ริมฝีปากแห้ง ปากแตก หรือลอกเป็นขุย ส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้นเอง โดยที่หลายคนคิดไม่ถึง
ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งมีส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง รวมถึงสารที่ทำให้เกิดฟอง และสารที่ทำให้เกิดความสดชื่นที่มีรสเผ็ดซ่าในยาสีฟันด้วย

ลิปสติก ซึ่งสารประกอบที่ทำให้เกิดปัญหาที่สุดคือ สี กลิ่น น้ำหอม ลาโนลิน (ที่ให้ความชุมชื้น) และสารกันบูด

สิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น อากาศ ที่เย็นและแห้งในหน้าหนาว หรือการทำงานในห้องปรับอากาศตลอดเวลา และการดื่มน้ำน้อย เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ริมฝีปากแห้ง

การเลียริมฝีปาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้วิธีแก้ไขปัญหาปากแห้งและแตก แต่ความเป็นจริงที่ค้านกับคนทั่วไป กลับกลายเป็นว่าหากเลียริมฝีปากบ่อย เอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น

การใช้ลิปปาล์ม เป็นเวลานานจนติดเป็นนิสัย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ริมฝีปากแห้ง ลิปปาล์มอาจช่วยเบาเทาให้ริมฝีปากแห้งได้ชั่วคราว แต่ในระยะอาจทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น เพราะสารสำคัญที่ผสมอยู่ในลิปปาล์มทั่วไปจะดูดความชื้นของริมฝีปาก จนทำให้ต้องทาลิปปาล์มอยู่บ่อย ๆ

วิธีการแก้ไขได้ไม่ยาก

หากสำรวจตัวเองจนได้คำตอบแล้วว่า ต้นตอของปัญหา ริมฝีปากดำคล้ำ แห้ง แตก และลอกเป็นขุย เกิดจากสาเหตุใด วิธีแก้ไขก็ไม่ใช้เรื่องยากเย็นอะไรเลย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ คือ

1. ดื่มน้ำมากๆ มากจนเพียงพอที่จะให้ความชุมชื้นถึงทุกส่วนของ ผิวหนัง รวมทั้งริมฝีปาก เพราะยิ่งอายุเพิ่มขึ้น เซลล์ในร่างกายจะเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง
2. เมื่อกินผักผลไม้เสร็จแล้วล้างปากให้สะอาดทุกครั้ง
3. เปลี่ยนยาสีฟันที่มีฟองมาก รสเผ็ดซ่า เป็นยี่ฮ้อที่มีฟองน้อยลง และเผ็ดน้อย หรือใช้ยาสีฟันเด็ก หรืออาจใช้วิธีทาวาสลินขาวเคลือบริมฝีปากก่อนแปรงฟัน เพื่อป้องกันฟองยาสีฟันรบกวนริมฝีปาก ถ้าไม่มีวาสลินขาวอาจใช้เบบี้ออยล์ (baby oil) แทนก็ได้
4. อย่าเลียริมฝีปากแม้ว่าจะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื่นขึ้น (ชั่วคราว) แต่เมื่อความชื้นระเหยกลับ จะทำให้ริมฝีปากแห้งมากขึ้น
5. ทาริมฝีมากบ่อยๆ ด้วยวาสลินขาวแทนลิปกลอสหรือลิปมันที่แห้งหรือแข็งเกินไป หรืออาจใช้ลิปปาล์มที่มีสารจากธรรมชาติ และมีสารป้องกันแสงแดดอยู่ด้วย
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.doctorcosmetics.com
[ ... ]

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

ปัดมาสคาร่าให้สวยได้ดั่งใจ


มาสคาร่าคือสิ่งที่ช่วยทำให้ดวงตาดูสวยโดนเด่นขึ้นทันที แต่การปัดมาสคาร่าอาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับสาวๆ เราเลยหาวิธีปัดมาสคาร่าที่ถูกต้องมาฝากคุณแล้ว

เคล็ดลับในการปัดมาสคาร่าการปัดมาสคาร่า ควรทำเป็นสิ่งสุดท้ายของการแต่งตาวิธีการปัด เริ่มจากปัดขนตาบนก่อน แล้วจึงค่อยๆปัดบริเวณด้านใต้ขนตา เพื่อให้ตาไม่กระพริบ ควรอ้าปากเล็กน้อย เหมือนกับที่นางแบบเขาทำกันนั่นแหล่ะค่ะ เนื่องจากเส้นประสาทที่เกี่ยวเนื่องจะช่วยให้ดวงตาไม่กระพริบถี่


ควรจับแปรงให้ขนานกับขนตา และปัดมาสคาร่าช้าๆ จากโคนถึงปลายและจากด้านในที่ติดกับจมูกออกมาด้านข้าง เพื่อหลีกเลี่ยงมาสคาร่าจับกันเป็นก้อนที่ขนตา

ให้ใช้กระดาษทิชชูเช็ดมาสคาร่าที่ติดกันเป็นก้อนออกจากแปรงก่อนที่จะปัดมาสคาร่า

เคล็ดลับการปัดมาสคาร่าให้เริ่ดสุด ให้ปัดครั้งแรกบางๆก่อน ทิ้งไว้ให้แห้งสักพัก จึงปัดซ้ำอีกครั้ง

หากต้องการให้ดวงตาสวยปิ้งยามออกเดทในช่วงค่ำคืน ให้ทามาสคาร่าสีดำก่อน แล้วจึงใช้มาสคาร่าสีน้ำเงินปัดตรงปลายขนตา

เห็นไหมค่ะ ตาหยีๆของสาวหมวยอย่างเราๆก็ดูกลมโตสวยหวาน ชวนมอง พอที่จะกระชากใจชายหนุ่มกันแล้วล่ะค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากนิตยสาร Lisa ค่ะ
[ ... ]

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

การเลือกสีลิปสติกให้สวยโดนใจ

หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า การเลือกสีลิปสติกสำคัญอย่างไร? วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลยให้ฟังแล้วค่ะ . . . การเลือกชนิดของลิปสติกเพื่อให้เกิด “บุคลิก” บางอย่างของริมฝีปากนั้น แน่นอน มันกระทบไปถึง “บุคลิกภาพ” ของคนคนนั้น และที่สำคัญ มัน “ส่งสาร” (message) บางอย่างออกมาจากตัวคนคนนั้นด้วย

บางคนอาจจะคิดว่า ลิปสติกที่ทำให้ริมฝีปากมันวาว อิ่มสวย และเซ็กซี่ น่าจะดีที่สุด เพราะเห็นจากโฆษณา แล้วนางแบบเขาก็ปากสวย เซ็กซี่ สะดุดตาดี แต่เรารู้มั้ยว่า

1. นางแบบในโฆษณาเขาคัดมาอย่างดีว่าบุคลิกสื่อสารถึงความเยิ้มและปากเผยอนี้ได้เป็นอย่างดี เซ็กซี่ น่ามอง และรู้สึกยวนใจ แต่เราล่ะคะ? ^^^^^^^^

2. ขอเตือนว่า คนทุกคนใช่จะเหมาะกับปากเยิ้มๆ เช่น ปากใหญ่เขาก็ไม่แนะให้ทาลิปสติกเยิ้มๆ เพราะมันจะยิ่งไปเพิ่มความใหญ่หรือความห้อยย้อย ซึ่งปกติเราต้องการอำพราง หรือเบี่ยงเบนจุดสนใจบนใบหน้าจากปากไปสู่จมูกที่สวยกว่า หรือดวงตาที่คมกริบไม่ใช่หรือ

3. คนที่มีผิวหน้ามัน ก็ไม่แนะนำให้ทาปากด้วยลิปสติกที่ผสมเนื้อมุกมันวาว หรือมีเจลเพิ่มความมันแวบ ชนิดเห็นปากเงาวับมาตั้งแต่ 100 เมตร ก่อนเจอหน้ากันจังๆ เพราะไม่อย่างนั้นทั้งวงหน้าของคุณจะเต็มไปด้วยความมัน ซึ่งใช่ว่าจะน่ามอง

4. กลางคืนเหมาะแก่การทาปากมันวาวมากกว่ากลางวัน เพราะกลางคืนนั้นแต่งกายมีสีสัน และ “เกินจริง” ได้มากกว่ากลางวัน ประกอบกับแสงไฟแวววาวของกลางคืน ทำให้ริมฝีปากมันวาวดูเซ็กซี่ สวย และสะดุดตามากกว่า

5. คนที่มีริมฝีปากบาง เหมาะแก่การทาลิปสติกที่เป็นเจลชุ่มชื้น หรือผสมเนื้อมุกมันวาว แต่ปากหนาหรือปากห้อยไม่เหมาะ ยกเว้นว่าปากหนาได้รูป แถมอยากจะเน้นปากหนาของตัวเองให้เป็นจุดเด่นไปเสียเลย อย่างนี้ก็เลือกทาลิปสติกได้ตามใจชอบ แต่จะสวยกว่าถ้าใช้แบบสีเข้มและเนื้อมุก สีอ่อนกับเนื้อมันวับจะเสริมความเด่นได้ไม่เท่า อาจจะเด่น แต่เด่นแบบไม่สวย

6. เด็กสาว ผิวใส หน้าสวย เหมาะแก่ลิปสติกที่เป็นเจลชุ่มชื้นมากกว่าคนที่มีอายุมาก หากมีอายุแล้ว อยากจะทาลิปเจลให้ปากเยิ้มๆ ควรดูแลผิวพรรณให้สวยใสเป็นธรรมชาติ แต่งหน้าอ่อนๆ สวมเสื้อผ้าสีอ่อนๆ ผ่อนคลาย และให้แต่งในเวลาที่ต้องการจะดูรีแลกซ์ ไม่เป็นทางการ ไม่ต้องการบุคลิกที่ดูมีอำนาจในตัวเอง
ขอแนะนำว่า การเลือกชนิดและสีของลิปสติกนั้น มันมีความหมายของตัวมันอยู่ ไม่ใช่ว่าอยากทาสีไหน แบบไหน ก็ได้

อย่างแรกที่ต้องคำนึงก็คือ สีของลิปสติกต้องกลมกลืน หรือไปได้สวยกับเสื้อผ้า สีผม และเครื่องประดับ จะดูมีคลาส ที่สำคัญ คนทุกคนอย่าได้หมายมาดว่า “ฉันจะเป็นสาวเซ็กซี่” ด้วยการเดินเผยอปากเยิ้มๆ ไปในทุกๆ ที่เลย เพราะใช่ว่ามันจะงามกันไปหมด

คนบางคนเซ็กซี่ที่ดวงตา หรือกิริยาชม้อยชม้าย อย่าให้ถึงกับจงใจด้วยการเผยอปากเซ็กซี่อยู่ตลอดเวลาเลย มันดู “ใส่จริต” เกินไป ไม่น่าสนใจหรอกค่ะ และที่จริงกว่านั้นก็คือ
คนบางคนไม่ได้เซ็กซี่เลย เพราะฉะนั้น อย่าดันทุรัง ความเซ็กซี่ไม่ใช่สรณะของลูกผู้หญิง ไม่ใช่อำนาจต่อรอง ไม่ใช่จุดเด่นที่จะสร้างอนาคตได้เสมอไป ดังนั้น อย่าไปหลงใหลหรือตกเป็นเหยื่อการโฆษณาลิปสติกอินเทรนด์ดังที่ว่ากันนักเลย!!

ขอบคุณผู้สนับสนุนจาก นสพ.โพสต์ทูเดย์ ค่ะ
[ ... ]

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

4 เคล็ดลับประหยัดเวลาออกกำลังกาย


"ไม่มีเวลา" เป็นเหตุผลยอดฮิตของคนที่อู้การออกกำลังกาย นะคะ (ได้ยินบ่อยมากๆ แม่กระทั่งตัวข้าพเจ้าเอง อิอิ) วันนี้ ก็เลยจะมาบอกเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้เราสามารถออกกำลังกายให้ได้ผลในเวลาอันน้อยนิดค่ะ

  1. หลีกเลี่ยงตัวขโมยเวลา อย่างเช่น คู่หูจอมนินทา หรือ คู่รักคู่เลิฟ บ้างก็ดีนะ
  2. หลีกเลี่ยงการนั่งดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ

  3. ออกกำลังกายที่กระตุ้นความแข็งแรงของหัวใจให้ควบคู่ไปกับการบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา

  4. เลือกท่าออกกำลังกายที่เน้นบริหารกล้ามเนื้อหลายๆส่วนค่ะ เช่น การย่อเข่าขึ้นลงพร้อมกับการยกดัมเบล หรืออาจจะใช้การบริหารบนลูกบอลทรงตัวก็ดีนะคะ

  5. หาเวลาออกกำลังกายในช่วงที่คนน้อยๆค่ะ จะได้ไม่ต้องไปรอต่อเวลาต่อคิววว

เป็นงัยกันบ้างคะ หวังว่าเพื่อนๆที่เคยหรือชอบพูดว่า ไม่มีเวลาออกกำลังกาย จะเปลี่ยนใจหันมาออกกำลังกายตามคำแนะนำดีๆข้างบน ไม่มากก็น้อยค่ะ ^^^ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่รักการออกกำลังกายและต้องการลดน้ำหนักค่ะ

ขอบคุณนิยสารผู้หญิงๆอย่าง SHAPE ค่ะ

[ ... ]

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

อยากสัดส่วน สวยๆ รูปร่างดีๆ เข้ามาอ่านเร็ว

สิ่งที่จะทำให้สาวมั่นทั้งหลายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างโลดแล่น มีสีสัน และสนุกกับชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไปพร้อมๆ กับการเป็นเจ้าของหุ่นสวย รูปร่างดี จนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมอง และสาวๆ ด้วยกันต้องอิจฉา ทำได้ แค่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นระบบอย่างมีวินัย เช่น

1. เลือกทานอาหาร ที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย

2. เลือกทานอาหารประเภทไขมันต่ำ หรือที่ให้พลังงานต่ำ เช่น ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญ เช่น พริก ขิง เครื่องเทศต่างๆ
3. ดื่มน้ำผลไม้สด หรือ น้ำเปล่าให้มากๆ
4. ออกกำลังกาย ประมาณครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยอาทิตย์ละ 4 ครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยในการเผาผลาญ ควบคุมน้ำหนัก ยังได้เรื่องสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย
5. กรณีน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วง วางแผนครอบครัว หรือการที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร ซึ่งผลจากการควบคุมดังกล่าวด้วยฮอร์โมนอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาจเป็นผลของ เอสโตรเจน ที่ทำให้เกิดการคั่งของน้ำและไขมันใต้ผิวหนัง หรือ เกิดจากฤทธิ์เสริมสร้าง (anabolic effect) ของฮอร์โมน โปรเจสโตรเจน ซึ่งจะทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น

ดังนั้น ควรพิจารณาเลือกใช้ฮอร์โมน เอสโตรเจน ที่มีขนาดต่ำๆ ควรอยู่ในปริมาณ 20-30 ไมโครกรัม และฮอร์โมน โปรเจสโตรเจน ที่ช่วยต้านการคั่งของน้ำ รวมทั้งควรเลือก โปรเจสโตรเจน ที่ไม่มีผลทางการเสริมสร้าง (anabolic effect) หรือมีน้อย จึงไม่เกิดความรู้สึกอยากอาหารมาก เมื่อไม่ทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักตัวก็ไม่เพิ่ม ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกร เพื่อรับคำแนะนำถึงทางเลือกในการวางแผนครอบครัว เท่านี้รูปร่างดีๆ ก็ยังอยู่กับเรา... ไปตลอดค่ะ


ขอบคุณที่มาจาก http://women.mthai.com/views_health_11_47_39577_1.women
[ ... ]

อาหารที่ช่วยลดความอยากอาหารได้

ถ้าเรารู้สึกว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้หยิบช็อกโกแลต หรือคุกกี้รับประทานนั้นเป็นเรื่องแสนยาก รวมทั้งอาการอยากอาหารไม่หยุดหย่อน การรับประทานอาหารที่จะแนะนำนี้ รองทองหรือระหว่างมื้อ จะช่วยลดความอยากอาหารได้มากขึ้นค่ะ

ถั่ว แบบที่มีชื่อว่า Pine nute ช่วยระงับฮอรโมนความอยากอาหาร ที่ชื่อว่า Cholecystokinin (CKK) ดังนั้นจึงแนะนำว่า ให้โรยในสลัด พาสต้าโฮลวีท หรืออาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ถ้าหาถั่วชนิดนี้ไม่ได้ ใช้อัลมอนด์แทนได้ เพราะมีปฎิกิริยาขัดขวางการดูดซึงไขมันในร่างกาย ช่วยให้ลดน้ำหนักได้

  • อาหารร้อน เช่น ซุป และน้ำชา ด้วยอุณหภูมิที่สูงทำให้ความอยากอาหารลดต่ำลง ดังนั้น ก่อนมื้อหนัก ควรรับประทานซุป หรือน้ำชา ถ้าได้จิบชาเขียวร้อน บอกกันว่า จะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ
  • แอปเปิ้ล มีไฟเบอร์มากกว่าพืช องุ่น และส้มเสียอีก ซึ่งไฟเบอร์ช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ป้องกันการรับประทานมากจนเกินพอดี เพราะฉะนั้นจึงมีคำแนะนำให้รับประทานแอปเปิ้ลก่อนมื้อค่ำค่ะ


ขอบคุณสาระดีๆจาก http://women.mthai.com/views_health_11_47_11271_1.women

[ ... ]

โยเกิร์ต มีประโยชน์มากมาย

โยเกิร์ต เป็นอาหารที่ดูดีมีชาติตระกูล เหมาะกับสาวรุ่นใหม่อย่างเราเป็นที่สุด แต่เบื้องหลังหน้าตาสวยใส โยเกิร์ตยังมีความลับที่เราอาจจะยังไม่รู้ ไปดูกันค่ะ
  • คนที่ท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตเกิดมาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสียของคุณทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายน้อยลงหรือหยุดถ่าย
  • โยเกิร์ตมีไขมันชื่อคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
  • โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดก็เป็นตัวแม่สำหรับร่างกายทั้งนั้น อย่างไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 คนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำถึงได้อายุยืนแถมแข็งแรง
  • ถึงแม้จะทำมาจากนม แต่โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่สำหรับโยเกิร์ตกลับทำได้ชิลๆ เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้
  • จุลินทรีย์ทั่วไปอาจทำร้ายร่างกายแต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ มันจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร" ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้คุณเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ
  • แคลเซียมสูงที่ได้จากโยเกิร์ตจะทำให้เป็นสาวกระดูกเหล็ก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้คุณผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย
  • ทำให้ปากสะอาด กำราบกลิ่นปากและโรคเหงือก
  • เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

การทาน โยเกิร์ต ที่ได้ผลที่สุดควรจะทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่มีการแต่งกลิ่นแต่งรสเพิ่มน้ำตาลลงไป แต่ถ้าไม่ชอบความเปรี้ยวของมัน จะเอาไปทานแทนมายองเนสหรือปั่นรวมกับผลไม้ให้เป็นน้ำผลไม้อร่อยๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีค่ะ
^^^^ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com
[ ... ]

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

อยากเขียนอายไลเนอร์ได้โดนใจมั้ย


อยากเขียนอายไลเนอร์ได้โดนใจมั้ยคะ งั้นมาลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ แล้วเพื่อนๆจะเขียนอายไลเนอร์ได้ดั่งใจค่ะ อย่างที่เรารู้กันนะคะว่าอายไลเนอร์ช่วยเพิ่มความคมเข้มให้แก่ดวงตา หรือทำให้การแต่งหน้าแบบง่ายๆ ดูเปรี้ยวเฉี่ยวขึ้นได้

  • อายไลเนอร์แบบดินสอ เป็นอายไลเนอร์แบบดั้งเดิมและเขียนได้ง่ายที่สุด เดี๋ยวนี้มีแบบดินสอสำเร็จรูปที่ไม่ต้องเหลาเพื่อความสะดวกอีกด้วยค่ะ ควรเลือกแบบที่เนื้อดินสอนุ่มๆ ซึ่งลากเส้นได้ง่าย และไม่ระคายเคือง

  • อายไลเนอร์แบบเจล เป็นอายไลเนอร์สูตรน้ำที่ต้องเขียนด้วยพู่กันปลายเรียวเล็ก ให้เส้นที่เรียบและคมกว่าแบบดินสอ และถ้าเป็นแบบกันน้ำก็จะติดทนนานกว่าและไม่เลอะเทอะง่าย แต่อาจเขียนได้ยากกว่า ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวค่ะ

  • อายแชโดว์ ถ้าไม่อยากลงทุนซื้ออายไลเนอร์ แต่อยากเพิ่มความคมเข้มให้ดวงตาเป็นครั้งคราว เราก็สามารถใช้อายแชโดว์ที่มีเม็ดสีเข้มๆ แทนได้ โดยใช้พู่กันแบบปลายเรียวเล็กจุ่มน้ำเล็กน้อยก่อนแต้มอายแชโดว์ และเขียนเส้นขอบตาแบบเดียวกับอายไลเนอร์

เคล็ดลับเขียนอายไลเนอร์

  1. ก่อนเขียนอายไลเนอร์ ให้แน่ใจว่าผิวหนังปราศจากความมันวาว เพราะมันจะทำให้อายไลเนอร์เลอะเลือน ไม่ติดทนนาน

  2. วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการเขียนอายไลเนอร์ด้วยดินสอก็คือ แต้มดินสอเป็นจุดๆ ตลอดความยาวของขอบตา แล้วค่อยลากเส้นต่อจุดให้กลมกลืนกัน

  3. สำหรับอายไลเนอร์แบบลิควิดให้เส้นที่คมชัด ลองใช้เทคนิคนี้ในการเขียนเส้นขอบตาวางกระจกไว้ตรงหน้า และวางข้อศอกลงบนโต๊ะเพื่อให้มือมั่นคง หรี่ตาครึ่งหนึ่ง และพยายามเขียนเส้นให้ชิดขอบตามากที่สุด ด้วยการดึงเปลือกตาให้ดึงขึ้น โดยวางนิ้วลงใต้โค้งคิ้วและดึงหนังตาขึ้นข้างบน แทนที่จะดึงออกด้านข้าง

  4. สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องลากเส้นรวดเดียว แต่ให้ลากเป็นตามเส้น เส้นหนึ่งจากหัวตา เส้นหนึ่งตรงกลางตา และอีกเส้นจากหางตา จากนั้น ใช้พู่กันเกลี่ยตรงช่วงรอยต่อของแต่ละเส้นให้เรียบเนียน เทคนิคนี้ใช้ได้กับการเขียนอายไลเนอร์ด้วยพู่กันทุกชนิด

  5. เวลาที่ต้องใช้พู่กัน ให้จับพู่กันใกล้กับส่วนหัวพู่กันให้มากที่สุด คุณจะควบคุมการวาดเส้นได้ดีกว่า

  6. อายไลเนอร์แบบลิควิดเป็นน้ำ มันจึงต้องให้เวลาสองสามวินาทีหรือแม้แต่สองสามนาทีเพื่อให้มันแห้งสนิท ฉะนั้น อย่าลืมตาเต็มที่เร็วเกินไป มันอาจทำให้เปลือกตาคุณเลอะได้

  7. การเขียนขอบตาล่างสามารถทำให้ลุคของคุณดูคมเข้มขึ้น และเป็นวิธีง่ายๆ ในการแปลงโฉมเมคอัพจากกลางวันเป็นกลางคืน แต่ไม่ควรใช้อายไลเนอร์แบบลิควิดกับขอบตาล่าง มันอาจเข้าตาได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดคืออายไลเนอร์แบบเจลหรือดินสอสำหรับขอบตาล่าง

  8. การฝึกฝนทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เราอาจจะพบความยากลำบากในการเขียนเส้นขอบตาในช่วงแรกๆ แต่ถ้าพยายามฝึกฝนต่อไป มันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

พรางรูปตาด้วยอายไลเนอร์

  1. ตากลม ใช้ดินสอเขียนขอบตานุ่มๆ เขียนขอบตาทั้งข้างบนและล่างเข้ามาสามในสี่ส่วนจากหางตา ให้เส้นพบกันที่หางตาเป็นรูปตัว V โดยให้ยาวเลยหางตาออกมาเล็กน้อย และใช้แปรงเกลี่ยเส้นออกไปข้างนอกและให้เฉียงขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำให้ตายาวขึ้น

  2. ตาเล็ก ทำตามเทคนิคข้างบน แต่อย่าให้เส้นขอบตาบนและล่างต่อกันที่หางตา เพียงแค่เกลี่ยเส้นออกไปด้านนอก และเขียนที่ขอบตาด้านในของขอบตาล่างด้วยสีอ่อนๆ อย่างสีพีชเพื่อทำให้ตาดูโตขึ้น

  3. ตาตี่ เพื่อทำให้ตาดูโตขึ้น เขียนเส้นขอบตาให้หนาตรงกลางตาและบางกว่าที่หางตาและหัวตา และเขียนเส้นเฉพาะขอบตาบนเท่านั้น

ขอบคุณที่มาโดนใจจากหนังสือ Lisa ค่ะ ^^^^^^^^

[ ... ]

ทาครีมบำรุงผิวอย่างไรให้ถูกวิธี

รักสวยรักงามมาอีกแล้วค่ะเพื่อนๆ วันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทาครีมบำรุงผิว เพื่อนๆไม่ว่าจะหนุ่มหรือว่าสาว ก็คงทาครีมบำรุงผิวกันเป็นประจำอยู่แล้วทุกคน ซึ่งและแต่ละคนก็มีวิธีการแตกแต่งกัน วันนี้เรามาเรียนรู้ขั้นตอนการทาครีมบำรุงผิวว่าทาอย่างไรผิวจะสวยกันดีกว่าค่ะ
  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดก่อนนะคะ แล้วเลือกปริมาณครีมที่ต้องใช้ให้พอเหมาะตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม เพราะถ้าน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือถ้ามากเกินไป ก็จะทำให้ผิวหน้ามันเกินไป และก็เปลืองโดยใช่เหตุ
  • เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด ของใบหน้า คือ หน้าผาก จมูก แก้ม ทั้งสองข้าง และคาง
  • ใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง ในการเกลี่ยบริเวณที่กว้างที่สุดก่อน เช่น โหนกแก้ม โดยเริ่มจากส่วนกลางไปยังส่วนข้างๆ โดยทางด้านซ้ายออกซ้าย และทางด้านขวาออกขวา แล้วตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก โดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ เพราะเป็นจุดที่บอบบางมากๆ อาจจะต้องใช้ครีมชนิดเฉพาะรอบดวงตาทาแทนค่ะ
  • การลงน้ำหนักนิ้ว ควรจะเบาที่สุด เพราะผิวหน้าเป็นผิวที่บอบบาง ควรได้รับการทะนุทะนอม ถ้าลงน้ำหนักแรงเกินไป อาจจะทำให้เกิดรอยย่นในภายหลังได้ค่ะ สาวๆก็คงไม่ชอบนะคะ
  • การทาครีมรอบดวงตา ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว แล้วใช้นิ้วนางเพียงนิ้วเดียวในการทา เพราะจะน้ำหนักกดเบาที่สุด แล้วทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา อาจจะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ แล้ววนครีมรอบๆ ดวงตาจะวนเข้าหรือวนออกก็ได้ตามถนัด แต่ต้องวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง
  • การทาครีมบริเวณลำคอ ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมเท่ากับที่ใบหน้าประมาณ 1 ข้อมือ โดยเริ่มจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอก่อนคือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วทั้งหมดค่อยๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลงนะครับ เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยานไปตามแนวโน้มถ่วงของโลก ทำให้เกิดรอยย่นภายหลังได้
  • การทาครีมบริเวณหน้าอก อาจจะใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไปได้ โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลังค่ะ
  • การทาครีมบริเวณแขน จะใช้ครีมปริมาณมาก ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นแขนด้านท้องแขนก่อน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิวค่ะ
  • การทาครีมบริเวณขาและเท้า จะใช้ครีมปริมาณมากเช่นกัน ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นขาก่อน แล้วทาวนจากด้านต้นขาไปปลายขา โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว โดยควรจะเน้นบริเวณหน้าแข้งสองข้างให้มาก เพราะบริเวณนี้จะแห้งได้ง่าย ส่วนบริเวณเท้าควรทาทั้งสองด้าน คือ หลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดไปทั่วอุ้งเท้า เพื่อผ่อนคลายและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต (ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยเรื่องสุขภาพกายของเราได้ด้วยนะเนี่ย)

+++เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว ที่นี้เพื่อนๆหนุ่มสาวทั้งหลาย ก็ทาครีมได้ถูกต้องแล้วนะคะ ครีมจะได้มีประสิทธิภาพทำให้ผิวพรรณเราสวยวันสวยคืนค่ะ..^^

[ ... ]